วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

บทความดีๆ หากชีวิต คือการ เดินทาง



"ชีวิต" คือ "การเดินทาง" ที่ต้องเรียนรู้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
แต่ละวัน.. เราก้าวไปบนเส้นทาง ที่เราเลือกที่จะเดิน
..เลือกที่จะเป็น โดยที่ไม่มีใครรู้ว่า
ทางข้างหน้า.. จะเป็นยังไง
คงไม่มีใครอยากให้มัน "ผิดพลาด"
อยากให้หนทางของเรานั้น สวยงามไปในแบบที่เราคิด
บางวัน.. เราก้าวเดินอย่างรวดเร็ว
เร็วจนแทบจะวิ่ง.. ด้วยความเชื่อมั่น
บางวัน.. ใจดวงเดิมของเรา มันก็กลับฝ่อ
เราแทบจะหยุดนิ่ง.. หมดแรง ไม่เข้าใจกับหลายสิ่ง
ที่ไม่ได้คาดคิดเอาไว้
บางวัน.. เราจึงขอเดินให้ช้าลงสักนิด
เพื่อจะได้มีเวลาคิดทบทวน หรือชื่นชมทิวทัศน์ข้างทางบ้าง
จนบางที.. ก็มารู้ตัวว่า เราอาจเดินมาผิดทางด้วยซ้ำ
หรือสงสัยว่า.. ตัวเองกำลังหลงทางอยู่หรือเปล่า
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่เจอกับทางออก
เพราะอย่างน้อย.. เราก็ได้ลองไป ในที่ที่ไม่เคยไป
หรือเราอาจจะกำลังไป ในที่ที่ไกลกว่าเดิมก็ได้
หากชีวิต คือ การเดินทางจริงๆ
เมื่อมี "เริ่มต้น" ก็ต้องมี "จุดหมายปลายทาง"
และมีทางออกให้กับทุกเส้นทางเสมอ
ให้เวลา กับ หนทาง แล้วมันจะพาไปเจอเรื่องใหม่ๆ
แม้บางครั้ง..
หนทางจะพาเราย้อนกลับมา เจอเรื่องเดิมๆ อย่างหนีไม่พ้น
เราอาจต้องหัวเราะและร้องไห้ ไปอีกสักกี่ครั้ง ก็ไม่เป็นไรหรอก
เพราะทุกขณะที่ผ่านไป เรากำลังได้บทเรียนเพิ่มขึ้นมา
และจงทำความรู้จัก.. กับความรู้สึกของตัวเองให้มากขึ้น
ให้ตัวเองได้ลองทำ แล้วทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี

วันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

Remote Jamming การโจรกรรมรถโดยดักสัญญาณจากรีโมท


Remote Jamming อาจดูเหมือนเป็นเรื่องราวใหม่ในสังคมวันนี้ที่เริ่มตระหนักมากขึ้นในสังคม ชั่วข้ามคืน จากการนำเสนอของรายการทีวีทั้งที่จริงแล้วมันไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับวงการ ยานยนต์ หากแต่เมื่อเทคโนโลยีที่ถูกคนผู้ไม่ประสงค์ดีนำไปใช้ ก็เลยกลายเป็นดาบสองคม ที่ชวนให้


การทำงานของ Remote Jamming หรือจะพูดให้เข้าใจง่ายก็ คือ การสกัดกั้นสัญญาณวิทยุที่ส่งออกมาจากรีโมทไม่ ให้ไปถึงตัวรับสัญญาณของมันที่อยู่ในรถ โดยการสกัดกั้นนั้นจำเป็นต้องใช้ขั้นตอนที่ซับซ้อนทางกระบวนการเทคนิค ซึ่งจำเป็นต้องมีอุปกรณ์ที่ใช้ชิ้นส่วนไม่กี่ชิ้นราคาไม่กี่ร้อย แต่ที่แน่ๆ คือ คนที่จะทำได้ต้องมีความรู้ทางด้านวิศวกรรมไฟฟ้าและคลื่นความถี่ โดยตรวจจับดักสัญญาณคลื่นความถี่ และพร้อมกันนั้นอาจจะต้องเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของผู้ที่ใช้สัญญาณเอย่างใกล้ ชิด นั่นหมายถึงพวกเขาต้องอยู่ในระยะที่ใกล้ๆ นั่นเองและในปัจจุบันการดักสัญญาณจะมี  2 รูปแบบที่สำคัญ ได้แก่

         1.สกัดสัญญาณ การสกัดสัญญาณไม่ให้ส่งไปที่รถ เป็นวิธีการที่ทำให้แม้คุณจะกดรีโมทไป แล้ว และคิดว่ารถตอบรับคำสั่งให้ล็อกประตูทุกบานกับระบบเซ็นทรัลล็อกเหมือนที่เคย ทำ แต่อันที่จริงมันไม่ได้ล็อกเพราะสัญญาณที่ส่งออกไปถูกสกัดกั้น และโจรร้ายก็สามารถที่จะเข้าไปเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ของคุณ คล้ายที่ในรายการ นาทีฉุกเฉินนำเสนอให้เราได้เห็นภาพกันไปแล้ว

         2.สกัดและคัดลอกปลอมแปลงสัญญาณ การสกัดแบบที่สองนี้สูงกว่าขั้นแรกแต่ไม่ใช่ว่า เป็นไปไม่ได้ และมันอันตราย และพบมากในต่างประเทศ สิ่งที่แตกต่างคือทุกอย่างที่คุณใช้จะมีความปกติทั่วไป รถของคุณจะตอบรับปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่สิ่งที่คนมักจะลืม คือสัญญาณที่ส่งออกไปสามารถดักจับได้ด้วยเครื่องมือพิเศษ มันไม่ได้มีระบบป้องกันความปลอดภัยของตัวสัญญาณ ทำให้สามารถดักจับคลื่นความถี่ได้ถ้าสามารถถอดรหัสสัญญาณคื่นความถี่วิทยุ ได้และก็สามารถคัดลอกไปใช้ได้เช่นกัน

         สิ่งที่เราพูดเกี่ยวกับ Remote Jamming ฟังแล้วดูน่ากลัวมาก และบ้านเรายังอาจจะเป็นเรื่องที่ใหม่มาก แต่ในต่างประเทศนี่ไม่ใช่เรื่องที่ใหม่อะไรนัก และวันนี้เราป้องกันภัยร้ายนี้ก่อนสายเกินแก้ตามคำแนะนำง่ายๆ

         1. ระวังตัวในลานจอดรถ  ลานจอดรถคือเป้าหมายทีสำคัญของโจรประเภทนี้ พวกเขาชอบเสามากพวกมันสามารถทำให้สามารถแอบซ่อนได้ในระยะที่พวกเขาสามารถ สกัดสัญญาณ ดังนั้นคุณต้องเริ่มจากการระวังตัวในลานจอดรถให้ดี พยายามมองตามเสาเนืองๆ หลังจากที่กดรีโมท

         2. จอดในที่พลุกพล่าน ที่พลุกพล่านหรือมีคนผ่านบ่อย จะเป็นที่ปลอดภัยต่อภยันตรายทุกประเภท ฮวงจุ้ยดีที่สุด ในสามโลกของการจอดรถเลยก็ว่าได้ ที่จริงแล้ว นั่นเพราะ คนร้ายประเภทนี้จะมาจัดการรถคุณหลังจากที่คุณไปแล้ว ซึ่งถ้ารถจอดในที่พลุกพล่าน สำหรับโจรแล้ว มันไม่คุ้มที่จะเสี่ยงลงมือ 

         3. สังเกตคนมีพิรุธ บางทีการสังเกตช่วยคุณได้มาก คนบางคนอาจจะอยู่ในที่ซึ่งไม่จำเป็น อย่างที่เราบอกว่า Remote Jamming ต้องอยู่ในระยะใกล้พอที่จะดักสัญญาณได้ ซึ่งหมายถึงเขาต้องอยู่แถวๆนั้นอย่างแน่นอน ลองสังเกตคนที่ถืออุปกรณ์บางอย่าง บ้าง อาจจะมีเสาวิทยุ บ้างอาจจะคล้ายๆ เครื่องปาล์ม แล้วป้วเปี่ยนไปมา หรือลองใช้ความรู้สึกดูว่ามีคนจับจ้องเราทำกิจกรรมหรือไม่ ถ้าใช่อย่าวางใจโดยเด็ดขาด แจ้งหน่วยรักษาความปลอดภัยตรวจสอบดูหน่อยก็ดี

         4. เช็คซ้ำ หลายคนวางใจเทคโนโลยีมากเกินไปจนลืมคิดถึงภัยที่ตามมา ความจริง การป้องกันที่ดีเริ่มที่เราเองด้วยการเช็ครถซ้ำว่าล็อกหรือไม่ ประการใด จะช่วยป้องกันได้มากที่สุด ในกรณีนี้ รวมถึงอาจจะเดินกลับมาที่รถบ้างถ้ามีโอกาส หรือร้ายสุดในกรณีที่เราพบว่ารีโมทไม่ ทำงาน ซึ่งอาจจะเพราะโดนโจรร้ายหรือ แบตเตอร์รี่อ่อน ให้คุณใช้วิธีเบสิคที่สุด คือการล็อกด้วยกุญแจ จะสามารถป้องกันได้ เพราะโดยส่วนใหญ่ระบบเซ็นทรัลล็อกทำงานแยกส่วนกับระบบรีโมทสั่งการ

         5. ของมีค่าโปรดอย่างวางไว้ในห้องโดยสาร หลักการของการทำงานโจรรีโมทนี้ ส่วนใหญ่พวกเขาต้องการของมีค่ามากกว่าที่จะขโมยรถ ซึ่งส่วนใหญ่ตามความเข้าใจของทุกคน มักจะชอบทิ้งของไว้ในรถเสมอ ดังนั้นแม้บางทีเราอาจจะปฏิเสธไม่ได้ว่าลูกล่อลูกชนโจรนั้นมีเยอะกว่าที่คิด จนแม้จะทำตามที่เราพูดก็อาจจะพลาดพลั้ง แต่ที่สำคัญที่สุดคือคุณไม่ทิ้งอะไรไว้ให้พวกเขาสามารถเก็บเป็นของที่ระลึก กลับบ้าน นั่นน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ในการป้องกันตัวเอง

         ถ้าสังเกตให้ดี เราจะพบว่า Remote Jamming ก็ไม่ได้มีอะไรใหม่ นอกจากการใช้ความรู้ทางเทคนิคเข้ามาผสานในการโจรกรรม ซึ่งด้วยเทคโนโลยีที่เราวางใจทำให้มันดูน่าตกใจเมื่อพบว่ารีโมทที่ วางใจไม่สามารถวางใจได้ แต่สิ่งที่เราสามารถวางใจได้มากที่สุดคือตัวเราเอง ที่ต้องรอบคอบก่อนที่เราจะมั่นใจและเดินจากรถสุดที่รักไป

วันพุธที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

คุณพ่อ คุณแม่... เปิดโอกาสให้หนูได้เรียนรู้ด้วยตัวเองบ้าง

ในช่วงต้นเดือนกมมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสพูดคุยกับเพื่อนเกี่ยวกับการส่งเสริมกระบวนการคิดทาง วิทยาศาสตร์ในเด็ก ในช่วงหนึ่งของการสนทนา เราได้พูดคุยกันเกี่ยวกับโครงงานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กวัย ๙ ขวบว่า มีความแตกต่างกันมากระหว่างเด็กในเมืองกับเด็กในชนบท และพบว่า โครงการวิทยาศาสตร์ของเด็กในเมืองมักเป็นเรื่องที่สัมพันธ์หรือเกี่ยวเนื่อง กับตนเองเป็นส่วนใหญ่ ส่วนหนึ่งได้รับอิทธิพลจากการอ่านหนังสือการ์ตูน จึงมุ่งเน้นโครงงานที่เกี่ยวพันกับการประดิษฐ์ของเล่น อาทิ โครงงานประดิษฐ์ตุ๊กตาหุ่นยนต์จากไม้ไผ่ โครงงานประดิษฐ์ผีมหัศจรรย์จากน้ำแข็งแห้ง เป็นต้น


ขณะที่โครงงานวิทยาศาสตร์ของเด็กในชนบท จะมุ่งเน้นโครงงานที่สัมพันธ์กับภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยพยายามนำสิ่งของที่หาได้ง่ายในโรงเรียนและท้องถิ่น หรือสิ่งของเหลือใช้มาทำให้เกิดประโยชน์ เช่น โครงงานทำกะปิจากถั่วเน่า โครงงานสมุนไพรชุมชน โครงงานสีย้อมผ้าและโครงงานกระดาษข้าวโพด เป็นต้น โครงงานวิทยาศาสตร์ที่กล่าวถึงข้างต้น ถ้ามองเผินๆ อาจดูเหมือนไม่สลักสำคัญอะไร แต่ถ้าพิจารณากันอย่างลึกซึ้งจริงจังแล้ว จะพบว่าโครงงานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างในวิธีคิด การถูกอบรมเลี้ยงดู บ่มเพาะและลักษณะการดำเนินชีวิต รวมตลอดถึงการให้คุณค่าของสิ่งต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตระหว่างเด็กในเมือง และเด็กในชนบท

อย่างไรก็ตาม คงไม่มีใครปฏิเสธว่า โลกที่เราอาศัยอยู่ทุกวันนี้เป็นโลกที่เอ่อล้นไปด้วยข่าวสาร ข้อมูล และการแข่งขันกันในหลากหลายรูปแบบ... หลากหลายวิธี ซึ่งส่งผลให้ผู้คนในสังคมโดยเฉพาะสังคมเมืองใหญ่ทำทุกอย่างด้วยความเร่งรีบ โดยนึกถึงแต่ตนเอง หรือคนในครอบครัวของตนเป็นหลัก โอกาสที่จะนึก ถึงบุคคลอื่น หรือหยุดคิดทบทวนเกี่ยวกับเป้าหมายหรือความสุขของชีวิตนั้น เรียกได้ว่า มีน้อยมาก หรือแทบจะไม่มีเลยก็ว่าได้  เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการแก่งแย่ง แข่งขัน ชิงดีชิงเด่น ดิ้นรน ต่อสู้เพียงเพื่อให้ผ่านไปในแต่ละวัน  การ ดำเนินชีวิตดูจะไม่แตกต่างอะไรไปจากเครื่องจักรที่ทำทุกอย่างไปตามหน้าที่ ถ้ามีกระแสสังคมว่า ตรงไหนดี ตรงไหนงาม ก็เห็นคล้อยตามกระแสไปจนลืมใช้สติพิจารณาไตร่ตรองว่า สิ่งที่กระแสสังคมนิยมหรือเห็นว่า ถูกต้อง ดีงาม เป็นความสุขด้วยหรือไม่ เพราะความสุข  ความดี ความงามนนั้นย่อมแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ลักษณะของการดำเนินชีวิตที่ขาดความเชื่อมโยงกับธรรมชาติ และสภาพแวดล้อมรอบรอบตัวเช่นนี้เองย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อเด็ก ทั้งนี้โดยเฉพาะคนที่เป็นคุณพ่อคุณแม่ต้องไม่ลืมว่า ลักษณะ และรูปแบบ ในการดำเนินชีวิต วิธีการคิด ตัดสินใจ และแก้ไขปัญหาต่างๆ ของเรานั้นคือ แบบอย่างในชีวิตของลูก

ในความเป็นจริงแล้ว คุณพ่อคุณแม่ทุกคนก็คงอยากเห็นลูกของตนเติบโตเป็นคนดี คนเก่ง เป็นผู้นำ มีชีวิตที่มีความสุข และประสบความสำเร็จในสังคม โดยพยายามตระเตรียมลูกในทุกวิถีทางที่ตนสามารถทำได้ กระแสสังคมให้ความนิยมอะไร หรือให้คุณค่าอะไรก็อดไม่ได้ที่จะตระเตรียมลูกไปสู่สิ่งดังกล่าว บางครั้งการตระเตรียมที่มากจนเกินไป โดยไม่ถามความคิดเห็นของลูก หรือเปิดโอกาสให้ลูกตัดสินใจทำสิ่งต่างๆ  ด้วยตนเองบ้างก็อาจส่งผลในทางลบต่อลูกได้
ในปัจจุบัน เรามักพบว่า คนรุ่นใหม่ของสังคมมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ค่อนข้างต่ำ กล่าวคือเมื่อทำสิ่งต่างๆ ก็นึกถึงตนเองเป็นหลัก ขาดความเชื่อมโยงหรือเอื้ออาทรต่อผู้คนรอบข้าง และธรรมชาติรอบตัว นอกจากนั้นยังขาดวินัย ความอดทน ความรับผิดชอบและความมุ่งมั่นที่จะทำสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จ เมื่อประสบกับปัญหาแม้เพียงเล็กน้อยก็ไม่สามารถใช้ปัญญาในการแก้ไขปัญหาให้ ลุล่วงได้แต่กลับเลือกวิธีการที่ทำร้าย ทั้งตนอง และผู้อื่น ดังที่ปรากฏให้เห็นในหน้าหนังสือพิมพ์เสมอๆ

สิ่งต่างๆ ดังกล่าวล้วนเป็นผลสืบเนื่องมาจากวิธีการอบรมเลี้ยงดูในวัยเด็ก ถ้าคุณพ่อคุณแม่พยายามจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้ลูกได้ค้นหาในสิ่งที่ ตนสนใจไม่กำหนดกรอบ หรือบรรทัดฐานทางความคิดของลูกมากเกินไป แต่เปิดโอกาสให้ลูหมีอิสระในการคิดสามารถคิดแตกต่างจากตนหรือคนอื่นได้ ไม่ด่วนตัดสินความคิดของลูกว่า “ถูก” หรือ “ผิด” แต่พร้อมที่จะรับฟังเหตุผล และความคิดเห็นของลูกเมื่อมีคำถาม คุณพ่อคุณแม่ต้องไม่เบื่อหน่ายที่จะพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับลูก คุณพ่อคุณแม่ไม่จำเป็นต้องตอบคำถามทุกคำถามที่ลูกถาม แต่อาจชี้แนะให้ลูกค้นหาคำตอบด้วยตนเองโดยผ่านการสังเกต การพูดคุยกับผู้รู้อื่นๆ และการค้นหาจากหนังสือ นอกจากนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้เผชิญกับอุปสรรคต่างๆด้วยตนเอง ตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อให้ลูกได้ฝึกความอดทน ได้รู้จักกับความผิดหวัง เมื่อสิ่งต่างๆไม่เป็นไปอย่างที่คิด หรืออยากให้เป็น ขณะเดียวกันคุณพ่อคุณแม่ต้องพยายามหักห้ามใจอย่าสงสารลูกโดยการทำทุกสิ่ง หรือบันดาลทุกอย่างให้กับลูก เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้ด้วยตนเองและชื่นชมความงามของธรรทชาติรอบตัว เพียงเท่านี้ก็คงช่วยพัฒนาให้ลูกได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพทั้งกายและ ใจในสังคมต่อไป

ทำไมพ่อแม่ต้องกระตุ้นพัฒนาการของลูก ?

“พ่อแม่ต้องจำเป็นกระตุ้นพัฒนาการของลูกเพื่อช่วยให้ลูกได้เกิดการเรียนรู้ อย่างเต็มศักยภาพของตน ทั้งนี้เนื่องจากสมองของเด็กแรกเกิดที่เป็นเด็กปกติทุกคนเกิดมาพร้อมด้วย ความสามารถที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัว ถ้าขาดการกระตุ้นที่เหมาะสมเซลล์สมองที่พร้อมจะเรียนรู้ก็อาจสูญเสียไป ทำให้ไม่เกิดการเรียนรู้อย่างเต็มประสิทธิภาพ”

แนะนำวิธีส่งเสริมธรรมะกับเด็ก
คุณพ่อคุณแม่คงจำเป็นต้องให้ธรรมะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเด็ก การส่งเสริมให้เด็กเห็นคุณค่าของธรรมะสามารถเริ่มต้นได้โดยวิธีการง่ายๆ เช่น การสอนให้เด็กช่วยเหลือผู้ที่อ่อนแอ หรือเดือดร้อน การให้เด็กรู้จักยินดีเวลาที่ผู้อื่นได้ดี การให้เด็กจดบันทึกความดีของตนเอง
 
 

เลี้ยงลูก อย่างไรให้คิดเป็น

เมื่อไม่นานมานี้ เพื่อนสนิทที่ไม่ได้พบกันมาเป็นเวลานานได้เล่านิทานให้ฟังเรื่องหนึ่ง นัยว่าได้มาจากการเข้ารับการอบรมการส่งเสริมกระบวนการคิดขององค์กรเอกชนแห่ง หนึ่ง นิทานมีอยู่ว่ามีเด็กผู้ชายเล็กๆ คนหนึ่งเป็นเด็กที่ชอบดูละครสัตว์เป็นชีวิตจิตใจ วันหนึ่งมีคณะละครสัตว์มาแสดงในเมืองที่เด็กคนนี้อาศัยอยู่ คุณพ่อคุณแม่ก็พาเด็กคนนี้ไปดูละครสัตว์เหมือนเช่นที่เคยปฏิบัติมา ละครสัตว์ครั้งนี้สนุกมาก เพราะมีสัตว์ต่างๆ มาร่วมแสดงมากมาย แต่สิ่งที่เด็กผู้ชายสนใจเป็นพิเศษ คือ ช้าง เพราะช้างเป็นสัตว์ที่มีพลังมหาศาล และสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้มากมาย เมื่อการแสดงละครสัตว์เสร็จสิ้นลง เด็กผู้ชายก็รีบวิ่งไปดูข้างหลังโรงละครด้วยอยากรู้ว่าช้างอาศัยอยู่อย่างไร สิ่งที่เด็กผู้ชายเห็นก็คือ ช้างตัวโตถูกล่ามโซ่ และนำไปผูกติดไว้กับหลักดินอันเล็กนิดเดียว เด็กผู้ชายเห็นดังนั้นจึงเกิดความสงสัยว่า “ทำไมช้างซึ่งมีพละกำลังมากมายมหาศาลจึงไม่ดึงหลักดินให้หลุดออก และวิ่งหนีไป จะได้เป็นอิสระ ไม่ต้องถูกมนุษย์ใช้งานหนักๆ อีกต่อไป”
 เด็กผู้ชายได้แต่เก็บงำความสงสัยดัง กล่าวไว้ในใจจนเมื่อเวลาผ่านไปหลายสิบปี เด็กผู้ชายไม่ใช่เด็กผู้ชายเล็กๆ อีกต่อไป แต่ได้เติบโตขึ้นเป็นชายหนุ่มเต็มตัวพร้อมกับความสงสัยที่ยังค้างคาในใจเป็น เวลาหลายสิบปีว่า “ทำไมช้างซึ่งมีพละกำลังมากมายมหาศาลจึงไม่ดึงหลักดินให้หลุดออก และวิ่งหนีไป”
นักปราชญ์อธิบายให้ชายหนุ่มฟังว่า “ช้างถูกเลี้ยงดูให้อยู่ในสภาพเช่นนั้น ตั้งแต่แรกเกิดจนทำให้ช้างมีความเชื่อว่า ถึงตัวมันจะมีพละกำลังมากมายมหาศาลเพียงใด แต่ก็คงไม่สามารถดึงหลักดินให้หลุดออกได้”

นิทานที่เพื่อนเล่าให้ฟังจบลงเพียงแค่นี้ แต่สิ่งที่ได้ฟังนั้นทำให้อดคิดเชื่อมโยงไปถึงวิธีการในการอบรมเลี้ยงดูเด็ก โดยบังคับให้เด็กเดินตามเส้นที่ขีดเป๊ะๆ จนบิดเบี้ยวออกนอกเส้น หรือนอกกรอบไปบ้างไม่ได้เลย เด็กก็คงเติบโตมามีสภาพที่ไม่แตกต่างอะไรจากช้างในคณะละครสัตว์เป็นแน่ กล่าวคือ ไม่สามารถคิิดแตกต่างจากกรอบที่กำหนดให้คิดได้ ต้องเดินไปตามเส้นที่กำหนดไว้อย่างเดียว ซึ่งสภาพดังกล่าวดูจะไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมในยุคโลกาภิวัตน์ที่เต็มไปด้วย ข้อมูล ข่าวสาร และ การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วที่ส่งผลให้เด็กที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต นั้นต้องเป็นคนที่สามารถคิดเป็น และสามารถปรับตัวในสังคมวัตถุที่เต็มไปด้วยการรีบเร่ง แข่งขัน และการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายได้

ทุกวันนี้ คุณพ่อคุณแม่จำนวนไม่น้อยมักเชื่อมโยงคำว่า “คิดเป็น” กับคำว่า “เรียนเก่ง” เข้าด้วยกันโดยเชื่อว่า ถ้าลูกเรียนหนังสือเก่งแล้ว ลูกจะสามารถคิดเป็นด้วย ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว คำว่า “เรียนเก่ง” กับคำว่า “คิดเป็น” นั้นอาจจะเป็นสองคำที่ไม่ได้ไปด้วยกันในรูปแบบของสมการตามที่คุณพ่อคุณแม่ คิดหรือนึกไว้ก็ได้ กล่าวคือ คนที่เรียนเก่งอาจไม่จำเป็นต้องคิดเป็น หรือคนที่คิดเป็นอาจไม่จำเป็นต้องเป็นคนเรียนเก่งก็ได้  ซึ่งตัวอย่างก็มีปรากฏให้พบเห็นอยู่ไม่น้อยในสังคมไทยปัจจุบัน เช่น การที่บุคคลที่มีการศึกษาสูง ซึ่งเรามักยกย่องว่าเป็นคนเรียนดี เรียนเก่งแล้วแก้ปัญหาชีวิตของตนโดยการเบียดเบียน หรือทำร้ายชีวิตทั้งของตนเองและผู้อื่น
 

ดังนั้น คำถามสำคัญสำหรับคุณพ่อคุณแม่คงไม่ใช่คำถามที่ว่า “ทำอย่างไรให้ลูกเรียนเก่ง” แต่น่าจะเป็นคำถามที่ว่า “ทำอย่างไรให้ลูกคิดเป็น และสามารถใช้ชีวิตในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมที่มีแต่ความเปลี่ยนแปลง ได้อย่างมีความสุข” มากกว่า

เมื่อพูดถึง “เด็กที่คิดเป็น” ก็ทำให้นึกไปถึงเด็กที่คิดได้อย่างลึกซึ้ง กว้างไกล สามารถเชื่อมโยงประสบการณ์ต่างๆ ที่พบเห็นในชีวิตประจำวันได้รู้และเข้าใจความต้องการของตนเอง เอื้ออาทรต่อความรู้สึกของผู้อื่น ขณะเดียวกันก็สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในการดำรงชีวิต และการทำงานได้ สามารถปรับตัวเองอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข การที่เด็กจะพัฒนา และเติบโตเป็นบุคคลที่คิดเป็นได้นั้นส่วนหนึ่งย่อมขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดู ของคุณพ่อคุณแม่โดยมีหลักการสำคัญๆ ดังนี้  


- เปิดโอกาสให้ลูกคิด และตัดสินใจด้วยตนเองบ้าง คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรคิดหรือทำสิ่งต่างๆ ให้ลูกไปเสียทุกอย่าง แต่ควรส่งเสริมให้ลูกได้คิดเพื่อตัวเองด้วย เมื่อคุณครูมอบหมายงานที่ให้ลูกทำ คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกได้ใช้ความสามารถ และจินตนาการของตนเองในการทำงานดังกล่าว ไม่ควรช่วยคิดหรือทำแทนลูก

 - เปิดโอกาสให้ลูกได้เผชิญกับปัญหาหรือความยากลำบากในชีวิตบ้าง คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรปิดกั้นปัญหา หรือความยากลำบากที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตลูก กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือเปิดโอกาสให้ลูกได้เผชิญกับปัญหา และเรียนรู้วิธีการจัดการกับปัญหาด้วยตัวของลูกเอง โดยที่คุณพ่อคุณแม่คอยเฝ้าดูและให้คำแนะนำ ปรึกษาอยู่ห่างๆ

คุณพ่อคุณแม่หลายท่านไม่ต้องการให้ลูกประสบกับปัญหาใดๆ เลยในชีวิต โดยคอยปกป้องลูกจากปัญหาต่างๆ ที่อาจกร้ำกรายเข้ามา เช่น เมื่อลูกขั้นเรียนใหม่ คุณพ่อคุณแม่ก็พยายามที่จะเลือกห้องเรียนที่ดีที่สุดให้กับลูก เพื่อให้ลูกได้อยู่ท่ามกลางเพื่อนที่เรียนเก่ง เป็นเด็กดี หรือสนิทกับลูกมาก่อน โดยไม่ยอมให้ลูกได้พบกับเพื่อนใหม่ๆ หรือเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงในชีวิตบ้าง คุณพ่อคุณแม่หลายท่านมักอ้างเหตุผลว่ากลัวลูกจะไม่มีเพื่อนบ้าง กลัวลูกจะถูกเพื่อนแกล้งบ้าง ซึ่งในความเป็นจริงของชีวิตนั้น คุณพ่อคุณแม่ต้องไม่ลืมว่า เราไม่อาจติดตามลูกไปในทุกหนทุกแห่ง หรือช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ทุกปัญหาที่เข้ามาในชีวิตของลูกได้ ด้วยเหตุนี้ คุณพ่อคุณแม่ก็คงจำเป็นต้องเปิดโอกาสให้ลูกได้เผชิญกับอุปสรรคต่างๆ ด้วยตนเองบ้างเพื่อให้ลูกได้ฝึกความอดทน ได้รู้จักกับความผิดหวังเมื่อสิ่งต่างๆ จากภายนอกและภายในตนเองได้ ขณะเดียวกันก็ต้องพยายามหักห้ามใจ อย่าสงสารโดยการทำสิ่งหรือบันดาลทุกอย่างให้กับลูก เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้การต่อสู้ชีวิต เห็นความไม่แน่นอน และความเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ 

- ส่งเสริมให้ลูกมีความรับผิดชอบ ในปัจจุบันคุณพ่อคุณแม่จำนวนมาก ไม่ค่อยเปิดโอกาสให้ลูกที่เรียนรับผิดชอบสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง เช่น ถ้าคุณครูมอบหมายงานให้ลูกทำเป็นการบ้าน คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ มักจะขอร้องให้คุณครูช่วยบอกคุณพ่อ หรือคุณแม่เป็นรายบุคคลอีกครั้งหนึ่ง หรือเขียนเป็นจดหมายบอกคุณพ่อคุณแม่เป็นการส่วนตัว โดยอ้างเหตุผลว่า ลูกไม่ค่อยรับผิดชอบ ไม่ยขอมจดสิ่งที่คุณครูสั่งหรือไม่ยอมบอก ทำให้ไม่ได้ทำงานที่ได้รับมอบหมาย อันที่จร้งแล้ว คุณพ่อคุณแม่ควรใช้โอกาสดังกล่าวในการฝึกความรับผิดชอบของลูก ถ้าลูกลืมหรือไม่ทำสิ่งที่ได้รับมอบหมาย ลูกจะได้เรียนรู้บทเรียนด้วยตนเองและครั้งต่อไป ลูกจะได้เรียนรู้วิธีการกับปัญหาว่าควรทำอย่างไรเป็นต้นไป

- ฝึกให้ลูกได้ช่วยงานบ้าน หรืองานในกิจวัตรประจำวันบ้าง เช่น ถูบ้าน ล้างจาน รดน้ำต้นไม้ ทั้งนี้เพื่อให้ลูกมีโอกาสทำสิ่งต่างๆ เพื่อผู้อื่นบ้างฝึกการลงมือปฎิบัติจริง เรียนรู้ที่จะช่วยเหลือตนเอง และได้บทเรียนจากการทำงานรวมตลอดถึงเปิดโอกาสให้ลูกได้อยู่กับตนเอง ทั้งนี้เพื่อเรียนรู้และชื่นชมความงามของธรรมชาติรอบตัว 

- ส่งเสริมความอยากรู้อยากเห็นของลูก โดยเปิดโอกาสให้ลูกซักถามหรือแสดงความคิดเห็นขณะเดียวกันก็อาจชวนให้ลูกสังเกตุความเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ รอบตัว
หลักการต่างๆ ที่กล่าวถึงข้างต้นเป็นเพียงแนวทางที่นำไปสู่การพัฒนาการคิดของลูก อย่างไรก็ตาม 

หัวใจสำคัญที่สุดคือสัมพันธภาพที่อบอุ่นในครอบครัว เพราะจะช่วยให้เด็กอยู่ในสังคมแห่งการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีความสุข