ในช่วงต้นเดือนกมมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ผู้เขียนได้มีโอกาสพูดคุยกับเพื่อนเกี่ยวกับการส่งเสริมกระบวนการคิดทาง
วิทยาศาสตร์ในเด็ก ในช่วงหนึ่งของการสนทนา
เราได้พูดคุยกันเกี่ยวกับโครงงานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กวัย ๙ ขวบว่า
มีความแตกต่างกันมากระหว่างเด็กในเมืองกับเด็กในชนบท และพบว่า
โครงการวิทยาศาสตร์ของเด็กในเมืองมักเป็นเรื่องที่สัมพันธ์หรือเกี่ยวเนื่อง
กับตนเองเป็นส่วนใหญ่ ส่วนหนึ่งได้รับอิทธิพลจากการอ่านหนังสือการ์ตูน
จึงมุ่งเน้นโครงงานที่เกี่ยวพันกับการประดิษฐ์ของเล่น อาทิ
โครงงานประดิษฐ์ตุ๊กตาหุ่นยนต์จากไม้ไผ่
โครงงานประดิษฐ์ผีมหัศจรรย์จากน้ำแข็งแห้ง เป็นต้น
ขณะที่โครงงานวิทยาศาสตร์ของเด็กในชนบท
จะมุ่งเน้นโครงงานที่สัมพันธ์กับภูมิปัญญาท้องถิ่น
โดยพยายามนำสิ่งของที่หาได้ง่ายในโรงเรียนและท้องถิ่น
หรือสิ่งของเหลือใช้มาทำให้เกิดประโยชน์ เช่น โครงงานทำกะปิจากถั่วเน่า
โครงงานสมุนไพรชุมชน โครงงานสีย้อมผ้าและโครงงานกระดาษข้าวโพด เป็นต้น
โครงงานวิทยาศาสตร์ที่กล่าวถึงข้างต้น ถ้ามองเผินๆ
อาจดูเหมือนไม่สลักสำคัญอะไร แต่ถ้าพิจารณากันอย่างลึกซึ้งจริงจังแล้ว
จะพบว่าโครงงานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างในวิธีคิด
การถูกอบรมเลี้ยงดู บ่มเพาะและลักษณะการดำเนินชีวิต
รวมตลอดถึงการให้คุณค่าของสิ่งต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตระหว่างเด็กในเมือง
และเด็กในชนบท
อย่างไรก็ตาม คงไม่มีใครปฏิเสธว่า
โลกที่เราอาศัยอยู่ทุกวันนี้เป็นโลกที่เอ่อล้นไปด้วยข่าวสาร ข้อมูล
และการแข่งขันกันในหลากหลายรูปแบบ... หลากหลายวิธี
ซึ่งส่งผลให้ผู้คนในสังคมโดยเฉพาะสังคมเมืองใหญ่ทำทุกอย่างด้วยความเร่งรีบ
โดยนึกถึงแต่ตนเอง หรือคนในครอบครัวของตนเป็นหลัก โอกาสที่จะนึก
ถึงบุคคลอื่น หรือหยุดคิดทบทวนเกี่ยวกับเป้าหมายหรือความสุขของชีวิตนั้น
เรียกได้ว่า มีน้อยมาก หรือแทบจะไม่มีเลยก็ว่าได้ เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการแก่งแย่ง แข่งขัน ชิงดีชิงเด่น ดิ้นรน ต่อสู้เพียงเพื่อให้ผ่านไปในแต่ละวัน การ
ดำเนินชีวิตดูจะไม่แตกต่างอะไรไปจากเครื่องจักรที่ทำทุกอย่างไปตามหน้าที่
ถ้ามีกระแสสังคมว่า ตรงไหนดี ตรงไหนงาม
ก็เห็นคล้อยตามกระแสไปจนลืมใช้สติพิจารณาไตร่ตรองว่า
สิ่งที่กระแสสังคมนิยมหรือเห็นว่า ถูกต้อง ดีงาม เป็นความสุขด้วยหรือไม่
เพราะความสุข ความดี ความงามนนั้นย่อมแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
ลักษณะของการดำเนินชีวิตที่ขาดความเชื่อมโยงกับธรรมชาติ
และสภาพแวดล้อมรอบรอบตัวเช่นนี้เองย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อเด็ก
ทั้งนี้โดยเฉพาะคนที่เป็นคุณพ่อคุณแม่ต้องไม่ลืมว่า ลักษณะ และรูปแบบ
ในการดำเนินชีวิต วิธีการคิด ตัดสินใจ และแก้ไขปัญหาต่างๆ ของเรานั้นคือ
แบบอย่างในชีวิตของลูก
ในความเป็นจริงแล้ว
คุณพ่อคุณแม่ทุกคนก็คงอยากเห็นลูกของตนเติบโตเป็นคนดี คนเก่ง เป็นผู้นำ
มีชีวิตที่มีความสุข และประสบความสำเร็จในสังคม
โดยพยายามตระเตรียมลูกในทุกวิถีทางที่ตนสามารถทำได้
กระแสสังคมให้ความนิยมอะไร
หรือให้คุณค่าอะไรก็อดไม่ได้ที่จะตระเตรียมลูกไปสู่สิ่งดังกล่าว
บางครั้งการตระเตรียมที่มากจนเกินไป โดยไม่ถามความคิดเห็นของลูก
หรือเปิดโอกาสให้ลูกตัดสินใจทำสิ่งต่างๆ
ด้วยตนเองบ้างก็อาจส่งผลในทางลบต่อลูกได้
ในปัจจุบัน เรามักพบว่า
คนรุ่นใหม่ของสังคมมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ค่อนข้างต่ำ
กล่าวคือเมื่อทำสิ่งต่างๆ ก็นึกถึงตนเองเป็นหลัก
ขาดความเชื่อมโยงหรือเอื้ออาทรต่อผู้คนรอบข้าง และธรรมชาติรอบตัว
นอกจากนั้นยังขาดวินัย ความอดทน
ความรับผิดชอบและความมุ่งมั่นที่จะทำสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จ
เมื่อประสบกับปัญหาแม้เพียงเล็กน้อยก็ไม่สามารถใช้ปัญญาในการแก้ไขปัญหาให้
ลุล่วงได้แต่กลับเลือกวิธีการที่ทำร้าย ทั้งตนอง และผู้อื่น
ดังที่ปรากฏให้เห็นในหน้าหนังสือพิมพ์เสมอๆ
สิ่งต่างๆ
ดังกล่าวล้วนเป็นผลสืบเนื่องมาจากวิธีการอบรมเลี้ยงดูในวัยเด็ก
ถ้าคุณพ่อคุณแม่พยายามจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้ลูกได้ค้นหาในสิ่งที่
ตนสนใจไม่กำหนดกรอบ หรือบรรทัดฐานทางความคิดของลูกมากเกินไป
แต่เปิดโอกาสให้ลูหมีอิสระในการคิดสามารถคิดแตกต่างจากตนหรือคนอื่นได้
ไม่ด่วนตัดสินความคิดของลูกว่า “ถูก” หรือ “ผิด” แต่พร้อมที่จะรับฟังเหตุผล
และความคิดเห็นของลูกเมื่อมีคำถาม
คุณพ่อคุณแม่ต้องไม่เบื่อหน่ายที่จะพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับลูก
คุณพ่อคุณแม่ไม่จำเป็นต้องตอบคำถามทุกคำถามที่ลูกถาม
แต่อาจชี้แนะให้ลูกค้นหาคำตอบด้วยตนเองโดยผ่านการสังเกต
การพูดคุยกับผู้รู้อื่นๆ และการค้นหาจากหนังสือ
นอกจากนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้เผชิญกับอุปสรรคต่างๆด้วยตนเอง
ตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อให้ลูกได้ฝึกความอดทน ได้รู้จักกับความผิดหวัง
เมื่อสิ่งต่างๆไม่เป็นไปอย่างที่คิด หรืออยากให้เป็น
ขณะเดียวกันคุณพ่อคุณแม่ต้องพยายามหักห้ามใจอย่าสงสารลูกโดยการทำทุกสิ่ง
หรือบันดาลทุกอย่างให้กับลูก
เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้ด้วยตนเองและชื่นชมความงามของธรรทชาติรอบตัว
เพียงเท่านี้ก็คงช่วยพัฒนาให้ลูกได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพทั้งกายและ
ใจในสังคมต่อไป
ทำไมพ่อแม่ต้องกระตุ้นพัฒนาการของลูก ?
“พ่อแม่ต้องจำเป็นกระตุ้นพัฒนาการของลูกเพื่อช่วยให้ลูกได้เกิดการเรียนรู้
อย่างเต็มศักยภาพของตน
ทั้งนี้เนื่องจากสมองของเด็กแรกเกิดที่เป็นเด็กปกติทุกคนเกิดมาพร้อมด้วย
ความสามารถที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัว
ถ้าขาดการกระตุ้นที่เหมาะสมเซลล์สมองที่พร้อมจะเรียนรู้ก็อาจสูญเสียไป
ทำให้ไม่เกิดการเรียนรู้อย่างเต็มประสิทธิภาพ”
แนะนำวิธีส่งเสริมธรรมะกับเด็ก
คุณพ่อคุณแม่คงจำเป็นต้องให้ธรรมะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเด็ก
การส่งเสริมให้เด็กเห็นคุณค่าของธรรมะสามารถเริ่มต้นได้โดยวิธีการง่ายๆ
เช่น การสอนให้เด็กช่วยเหลือผู้ที่อ่อนแอ หรือเดือดร้อน
การให้เด็กรู้จักยินดีเวลาที่ผู้อื่นได้ดี
การให้เด็กจดบันทึกความดีของตนเอง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น