วันพุธที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

คุณพ่อ คุณแม่... เปิดโอกาสให้หนูได้เรียนรู้ด้วยตัวเองบ้าง

ในช่วงต้นเดือนกมมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสพูดคุยกับเพื่อนเกี่ยวกับการส่งเสริมกระบวนการคิดทาง วิทยาศาสตร์ในเด็ก ในช่วงหนึ่งของการสนทนา เราได้พูดคุยกันเกี่ยวกับโครงงานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กวัย ๙ ขวบว่า มีความแตกต่างกันมากระหว่างเด็กในเมืองกับเด็กในชนบท และพบว่า โครงการวิทยาศาสตร์ของเด็กในเมืองมักเป็นเรื่องที่สัมพันธ์หรือเกี่ยวเนื่อง กับตนเองเป็นส่วนใหญ่ ส่วนหนึ่งได้รับอิทธิพลจากการอ่านหนังสือการ์ตูน จึงมุ่งเน้นโครงงานที่เกี่ยวพันกับการประดิษฐ์ของเล่น อาทิ โครงงานประดิษฐ์ตุ๊กตาหุ่นยนต์จากไม้ไผ่ โครงงานประดิษฐ์ผีมหัศจรรย์จากน้ำแข็งแห้ง เป็นต้น


ขณะที่โครงงานวิทยาศาสตร์ของเด็กในชนบท จะมุ่งเน้นโครงงานที่สัมพันธ์กับภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยพยายามนำสิ่งของที่หาได้ง่ายในโรงเรียนและท้องถิ่น หรือสิ่งของเหลือใช้มาทำให้เกิดประโยชน์ เช่น โครงงานทำกะปิจากถั่วเน่า โครงงานสมุนไพรชุมชน โครงงานสีย้อมผ้าและโครงงานกระดาษข้าวโพด เป็นต้น โครงงานวิทยาศาสตร์ที่กล่าวถึงข้างต้น ถ้ามองเผินๆ อาจดูเหมือนไม่สลักสำคัญอะไร แต่ถ้าพิจารณากันอย่างลึกซึ้งจริงจังแล้ว จะพบว่าโครงงานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างในวิธีคิด การถูกอบรมเลี้ยงดู บ่มเพาะและลักษณะการดำเนินชีวิต รวมตลอดถึงการให้คุณค่าของสิ่งต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตระหว่างเด็กในเมือง และเด็กในชนบท

อย่างไรก็ตาม คงไม่มีใครปฏิเสธว่า โลกที่เราอาศัยอยู่ทุกวันนี้เป็นโลกที่เอ่อล้นไปด้วยข่าวสาร ข้อมูล และการแข่งขันกันในหลากหลายรูปแบบ... หลากหลายวิธี ซึ่งส่งผลให้ผู้คนในสังคมโดยเฉพาะสังคมเมืองใหญ่ทำทุกอย่างด้วยความเร่งรีบ โดยนึกถึงแต่ตนเอง หรือคนในครอบครัวของตนเป็นหลัก โอกาสที่จะนึก ถึงบุคคลอื่น หรือหยุดคิดทบทวนเกี่ยวกับเป้าหมายหรือความสุขของชีวิตนั้น เรียกได้ว่า มีน้อยมาก หรือแทบจะไม่มีเลยก็ว่าได้  เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการแก่งแย่ง แข่งขัน ชิงดีชิงเด่น ดิ้นรน ต่อสู้เพียงเพื่อให้ผ่านไปในแต่ละวัน  การ ดำเนินชีวิตดูจะไม่แตกต่างอะไรไปจากเครื่องจักรที่ทำทุกอย่างไปตามหน้าที่ ถ้ามีกระแสสังคมว่า ตรงไหนดี ตรงไหนงาม ก็เห็นคล้อยตามกระแสไปจนลืมใช้สติพิจารณาไตร่ตรองว่า สิ่งที่กระแสสังคมนิยมหรือเห็นว่า ถูกต้อง ดีงาม เป็นความสุขด้วยหรือไม่ เพราะความสุข  ความดี ความงามนนั้นย่อมแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ลักษณะของการดำเนินชีวิตที่ขาดความเชื่อมโยงกับธรรมชาติ และสภาพแวดล้อมรอบรอบตัวเช่นนี้เองย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อเด็ก ทั้งนี้โดยเฉพาะคนที่เป็นคุณพ่อคุณแม่ต้องไม่ลืมว่า ลักษณะ และรูปแบบ ในการดำเนินชีวิต วิธีการคิด ตัดสินใจ และแก้ไขปัญหาต่างๆ ของเรานั้นคือ แบบอย่างในชีวิตของลูก

ในความเป็นจริงแล้ว คุณพ่อคุณแม่ทุกคนก็คงอยากเห็นลูกของตนเติบโตเป็นคนดี คนเก่ง เป็นผู้นำ มีชีวิตที่มีความสุข และประสบความสำเร็จในสังคม โดยพยายามตระเตรียมลูกในทุกวิถีทางที่ตนสามารถทำได้ กระแสสังคมให้ความนิยมอะไร หรือให้คุณค่าอะไรก็อดไม่ได้ที่จะตระเตรียมลูกไปสู่สิ่งดังกล่าว บางครั้งการตระเตรียมที่มากจนเกินไป โดยไม่ถามความคิดเห็นของลูก หรือเปิดโอกาสให้ลูกตัดสินใจทำสิ่งต่างๆ  ด้วยตนเองบ้างก็อาจส่งผลในทางลบต่อลูกได้
ในปัจจุบัน เรามักพบว่า คนรุ่นใหม่ของสังคมมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ค่อนข้างต่ำ กล่าวคือเมื่อทำสิ่งต่างๆ ก็นึกถึงตนเองเป็นหลัก ขาดความเชื่อมโยงหรือเอื้ออาทรต่อผู้คนรอบข้าง และธรรมชาติรอบตัว นอกจากนั้นยังขาดวินัย ความอดทน ความรับผิดชอบและความมุ่งมั่นที่จะทำสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จ เมื่อประสบกับปัญหาแม้เพียงเล็กน้อยก็ไม่สามารถใช้ปัญญาในการแก้ไขปัญหาให้ ลุล่วงได้แต่กลับเลือกวิธีการที่ทำร้าย ทั้งตนอง และผู้อื่น ดังที่ปรากฏให้เห็นในหน้าหนังสือพิมพ์เสมอๆ

สิ่งต่างๆ ดังกล่าวล้วนเป็นผลสืบเนื่องมาจากวิธีการอบรมเลี้ยงดูในวัยเด็ก ถ้าคุณพ่อคุณแม่พยายามจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้ลูกได้ค้นหาในสิ่งที่ ตนสนใจไม่กำหนดกรอบ หรือบรรทัดฐานทางความคิดของลูกมากเกินไป แต่เปิดโอกาสให้ลูหมีอิสระในการคิดสามารถคิดแตกต่างจากตนหรือคนอื่นได้ ไม่ด่วนตัดสินความคิดของลูกว่า “ถูก” หรือ “ผิด” แต่พร้อมที่จะรับฟังเหตุผล และความคิดเห็นของลูกเมื่อมีคำถาม คุณพ่อคุณแม่ต้องไม่เบื่อหน่ายที่จะพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับลูก คุณพ่อคุณแม่ไม่จำเป็นต้องตอบคำถามทุกคำถามที่ลูกถาม แต่อาจชี้แนะให้ลูกค้นหาคำตอบด้วยตนเองโดยผ่านการสังเกต การพูดคุยกับผู้รู้อื่นๆ และการค้นหาจากหนังสือ นอกจากนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้เผชิญกับอุปสรรคต่างๆด้วยตนเอง ตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อให้ลูกได้ฝึกความอดทน ได้รู้จักกับความผิดหวัง เมื่อสิ่งต่างๆไม่เป็นไปอย่างที่คิด หรืออยากให้เป็น ขณะเดียวกันคุณพ่อคุณแม่ต้องพยายามหักห้ามใจอย่าสงสารลูกโดยการทำทุกสิ่ง หรือบันดาลทุกอย่างให้กับลูก เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้ด้วยตนเองและชื่นชมความงามของธรรทชาติรอบตัว เพียงเท่านี้ก็คงช่วยพัฒนาให้ลูกได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพทั้งกายและ ใจในสังคมต่อไป

ทำไมพ่อแม่ต้องกระตุ้นพัฒนาการของลูก ?

“พ่อแม่ต้องจำเป็นกระตุ้นพัฒนาการของลูกเพื่อช่วยให้ลูกได้เกิดการเรียนรู้ อย่างเต็มศักยภาพของตน ทั้งนี้เนื่องจากสมองของเด็กแรกเกิดที่เป็นเด็กปกติทุกคนเกิดมาพร้อมด้วย ความสามารถที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัว ถ้าขาดการกระตุ้นที่เหมาะสมเซลล์สมองที่พร้อมจะเรียนรู้ก็อาจสูญเสียไป ทำให้ไม่เกิดการเรียนรู้อย่างเต็มประสิทธิภาพ”

แนะนำวิธีส่งเสริมธรรมะกับเด็ก
คุณพ่อคุณแม่คงจำเป็นต้องให้ธรรมะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเด็ก การส่งเสริมให้เด็กเห็นคุณค่าของธรรมะสามารถเริ่มต้นได้โดยวิธีการง่ายๆ เช่น การสอนให้เด็กช่วยเหลือผู้ที่อ่อนแอ หรือเดือดร้อน การให้เด็กรู้จักยินดีเวลาที่ผู้อื่นได้ดี การให้เด็กจดบันทึกความดีของตนเอง
 
 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น